คลังเก็บหมวดหมู่: Uncategorized

Teach Less Learn More ตอน 5 : กรอบคิดของการสอนน้อย,เรียนรู้มาก

 
 

ที่มาของแนวคิด Teach Less, Learn More

       แนวคิด Teach Less, Learn More (TLLM)เป็นแนวคิดการจัดการศึกษาของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ภายใต้วิสัยทัศน์ในการพัฒนาระบบการศึกษาที่กล่าวว่า Thinking Schools, Learning Nation(TSLN) ซึ่งต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาเพื่อการ     จัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งThinking Schools เป็นวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้โรงเรียนทุกโรงเรียนจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นนักคิด ส่วน Learning Nation เป็นวิสัยทัศน์ของการเรียนรู้ที่ต้องการให้ผู้เรียนมีความรู้ที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับนวัตกรรมและความสามารถในกาiสร้างสรรค์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 
นอกจากนี้แนวคิด Teach Less,Learn More (TLLM) ยังมุ่งเน้นประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนที่ดีขึ้นและเป็นการเตรียมความพร้อมในการใช้ชีวิตของผู้เรียน ซึ่งต้องการเปลี่ยนจากการจัดการศึกษาในเชิงปริมาณไปสู่การจัดการศึกษาในเชิงคุณภาพ คือต้องการเพิ่มการจัดการศึกษาในเชิงคุณภาพและลดกาiจัดการศึกษาในเชิงปริมาณซึ่งการเพิ่มการจัดการศึกษาในเชิงคุณภาพ คือ การเพิ่มการมีปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดของตนเอง ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการใช้แนวการสอนหรือวิธีสอนที่มีประสิทธิภาพเพื่อทำ ให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จทางการเรียนรู้ ส่วนการลดการจัดการศึกษา ในเชิงปริมาณ คือ การลดบทบาทของครูจากผู้สอนเป็นเพียงผู้ชี้นำ กระตุ้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้ การลดการเรียนรู้โดยการท่องจำ การสอบ และการหาคำตอบ
 
ทฤษฎีการเรียนรู้ที่สนับสนุนแนวคิด Teach Less, Learn More
ทฤษฎีการเรียนรู้ที่สนับสนุนแนวคิด Teach Less, Learn More ได้แก่ ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist) เป็นทฤษฎีที่ให้ความสำคัญกับตัวผู้เรียน เชื่อว่าผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ ได้ด้วยตนเอง จากการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อมอย่างกระตือรือร้น
 
กรอบแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
1. ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง และผู้เรียนแต่ละคนสร้างความรู้ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันรวมทั้งอาจแตกต่างกับแนวทางของผู้สอน
2.ประสบการณ์เดิมของผู้เรียนเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการสร้างความรู้ใหม๋และผู้เรียนแต่ละคนมีความรู้และประสบการณ์เดิมที่แตกต่างกัน
3. การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม การมีประสบการณ์ตรง และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันของผู้เรียนมีส่วนช่วยในการสร้างความรู้ใหม่
4. ครูมีบทบาทในการจัดบริบทการเรียนรู้ตั้งคำถามที่ท้าทายความสามารถ กระตุ้นสนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการสร้างความรู้ และให้ความช่วยเหลือผู้เรียนในทุกๆด้าน
 
สมมติฐานของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
     ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ มีสมมติฐานเกี่ยวกับการสร้างความรู้ของผู้เรียน(อัมพร  ม้าคนอง , 2546:6-7) ดังนี้
1. มนุษย์สร้างความรู้ผ่านกิจกรรมการไตร่ตรอง การสื่อสาร และการอภิปราย ซึ่งทำให้พวกเขาสร้างประสบการณ์ในการแก้ปัญหา โดยมีแผนภาพโมเดลการเพิ่มพลัง   การเรียนรู้ของผู้เรียน ในการอธิบายความอยากรู้อยากเห็นการมีปฏิสัมพันธ์ ความขัดแย้ง การไตร่ตรอง การจัดโครงสร้างใหม่ การสร้างพลังกับเพื่อน ทางปัญญา การเรียนรู้
  1.1 ความอยากรู้อยากเห็น และความขัดแย้งเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากเรียน
  1.2 การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนเป็นองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา
  1.3 ความขัดแย้งทางปัญญานำมาซึ่งการไตร่ตรอง
  1.4 การไตร่ตรองกระตุ้นให้เกิดการจัดโครงสร้างใหม่ทางปัญญา
  1.5 ข้อ 1.1 ถึง 1.4 เกิดเป็นวงจร โดยประสบการณ์ของผู้เรียนมีผลต่อการเกิดของวงจรและวงจรนี้เองที่ทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างพลังการเรียนรู้ให้กับตนเอง
2.การสร้างความรู้ของผู้เรียนแต่ละคนแตกต่างกันและต่างจากที่ผู้สอนคาดหวังผู้สอนต้องยอมรับและจัดการที่จะสนับสนุนสิ่งที่ผู้เรียนคิด
3. องค์ประกอบสำคัญในการจัดการเรียนรู้ มีดังนี้
 3.1 การรวบรวมสิ่งที่ผู้เรียนสร้างขึ้นให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง
 3.2 การสร้างแรงจูงใจภายในเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสร้างความรู้
 3.3 การวิเคราะห์ความคิดของผู้เรียนในกระบวนการเรียนการสอน
จากที่กล่าวมา พบว่า แนวคิด Teach Less, Learn More เป็นแนวคิดในการจัดการเรียนรู้ที่อยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เน้นให้ผู้เรียนได้คิดและค้นพบความรู้ด้วยตนเอง ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น โดยครูมีบทบาทมีเพียงส่งเสริมให้ผู้เรียนคิดและเกิดการสร้างองค์ความรู้
 
บทบาทของผู้สอนในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Teach Less, Learn More
ในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Teach Less, Learn More ผู้สอนต้องสอนให้น้อยลงหรือ Teach Less แต่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากขึ้นหรือLearn More นั่นคือผู้สอนต้องกระตุ้นให้เรียนสามารถสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งบทบาทการสอนของผู้สอนแม้จะน้อยลง แต่บทบาทที่เพิ่มมากขึ้นของผู้สอน คือ ผู้สอนต้องมีการวางแผนและออกแบบกิจกรรมเรียนการสอน เตรียมสื่อและแหล่งเรียนรู้ และเตรียมคำถามที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง

 
ในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด TL, LM ผู้สอนต้องคำนึงถึงคำถาม  3       คำถาม ได้แก่
1.ทำไมต้องสอน ?
2.สอนอะไร ?
3. สอนอย่างไร ?
 
 
รายละเอียดของทั้ง3 คำถามสรุปเป็นประเด็นที่ผู้สอนควรคำนึงถึง
ในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Teach Less, Learn More : TL,LM  ได้ดังนี้

   1.ผู้สอนควรตระหนักว่าในการจัดการศึกษาแก่ผู้เรียนนั้นควรส่งเสริม ให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียนรู้   และมีกำลังในการเรียนรู้ ไม่ใช่เน้นแต่เพียงเนื้อหา/ความรู้ที่จะสอนเท่านั้o
   2.ผู้สอนควรสอนให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับมโนทัศน์และแนวคิดที่สำคัญ มากกว่าการท่องจำ ได้
   3.ผู้สอนควรสอนเพื่อเตรียมผู้เรียนสำหรับการทดสอบของชีวิตมากกว่ามีชีวิตเพื่อการทดสอบ
   4.ผู้สอนควรสอนให้ผู้เรียนเห็นภาพรวมของเนื้อหาและเข้าใจการเชื่อมโยงกันของเนื้อหา มากกว่าที่จะสอนเนื้อหาแยกกันเป็นเรื่องๆ
   5. ผู้สอนควรกระตุ้นให้ผู้เรียนเห็นคุณค่า มีทัศนคติที่ดี และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง มากกว่าที่จะนำความรู้ไปใช้ในการสอบเท่านั้น
   6. ผู้สอนควรเน้นที่กระบวนการของการเรียนรู้ของผู้เรียนมากกว่าการเน้นไปที่ผลการเรียนรู้เพียงอย่างเดียว
   7. ผู้สอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยการใช้คำ ถามกระตุ้น มากกว่าการให้ผู้เรียนปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น
   8. ผู้สอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นและเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มากกว่าการที่ผู้เรียนเรียนรู้จากการทำแบบฝึกหัดและท่องจำ
   9. ผู้สอนควรเป็นผู้แนะนำ สร้างบรรยากาศและจัดสถานการณ์ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง มากกว่าการเรียนจากคบอกของผู้สอน
   10. ในการจัดการเรียนรู้ผู้สอนควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ทั้งในด้านความเหมาะสมกับผู้เรียนมากกว่าการใช้วิธีสอนแบบเดียวกันกับผู้เรียนทั้งหมด
   11. ผู้สอนควรใช้วิธีการประเมินผลที่หลากหลาย และเป็นการประเมินตามสภาพจริง  ในการวิเคราะห์คุณภาพและพัฒนาการของผู้เรียน มากกว่าการประเมินผู้เรียนจากการสอบเท่านั้น
 
ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Teach Less, Learn More
การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Teach Less, Learn More สามารถจัดการเรียนรู้ได้หลากหลายวิธี  แต่ต้องเน้นที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ   การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Teach Less, Learn More ที่โรงเรียน Raffles Girls’ School ณ ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ พบว่าวิธีหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้ คือ การออกแบบย้อนกลับ (Backward Design) ซึ่งพัฒนาโดย Wiggins & McTighe ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก  3 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ ประกอบด้วย การกำหนดคำถามสำคัญ การกำหนดความเข้าใจที่คงทน (enduring understanding) จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา/ความรู้ที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้ และทักษะที่ต้องการพัฒนา เมื่อเสร็จสิ้นการสอนแล้วผู้เรียนต้องเกิดความเข้าใจที่คงทน (enduring understanding) ซึ่งเป็นความสามารถอย่างลึกซึ้งในการอธิบาย ประยุกต์ใช้ความรู้และเชื่อมโยงไปสู่สถานการณ์ต่างๆ โดยการกำหนดความเข้าใจที่คงทน (enduring understanding) มีหลักเกณฑ์ในการกำหนด ดังนี้
1. ความเข้าใจที่คงทนของเรื่องที่กำลังสอนควรสามารถถ่ายโอนไปสู่เรื่องอื่นๆ และชีวิตจริง เพื่อเห็นความเชื่อมโยงของเนื้อหาและความสำคัญของเนื้อหาที่มีต่อชีวิตจริง
2. ความเข้าใจที่คงทนต้องผ่านกระบวนการสืบสวน อภิปราย ตั้งคำถาม และประเมินผล ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ในทันที
3. ความเข้าใจที่คงทนเกิดมาจากการเชื่อมโยงมโนทัศน์ หลักการ กฎ หรือทฤษฎีกับทักษะ/กระบวนการ
4. ความเข้าใจที่คงทนควรนำไปสู่บทสรุปของเรื่องโดยผ่านกระบวนการคิดขั้นสูง
 
ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดหลักฐานการเรียนรู้และการประเมินผลการเรียนรู้ หลักฐานการเรียนของผู้เรียน ได้แก่ ชิ้นงานหรือภาระงาน ซึ่งจะเป็นร่องรอยของการเรียนรู้ที่ผ่านการปฏิบัติงานหรือทำกิจกรรมของผู้เรียน ทำให้ผู้สอนทราบว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ หรือไม่ตัวอย่างของชิ้นงาน เช่น รายงาน เรียงความ  แผนภาพ หุ่นจำลอง แฟ้มสะสมผลงาน โครงงาน เป็นต้น ตัวอย่างของภาระงาน เช่น การสอบ การพูดปากเปล่า การแสดงบทบาทสมมติ การตอบคำถาม การอธิบาย การกล่าวรายงาน การอภิปราย เป็นต้นการประเมินผลการเรียนรู้ เป็นกระบวนการในการการตรวจสอบ ค้นหา หรือรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียนแล้วนำ ผลที่ได้มาสรุป และตัดสินว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่ การประเมินผลการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเรียนการสอน และไม่สามารถแยกออกจากกระบวนการเรียนการสอนได้ ซึ่งการประเมินผลที่สอดคล้องกับแนวคิด TL,LM คือการประเมินตามสภาพจริง เนื่องจากเป็นการประเมินผลที่สามารถประเมินได้ทั้งกระบวนการ และผลที่ได้จากการเรียนรู้ประเด็นที่ผู้สอนควรคำนึงถึงในการพิจารณา กำหนด และประเมินหลักฐานการเรียนรู้ของผู้เรียนได้แก่
1. ความเข้าใจที่คงทน/ผลการเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียนคืออะไร
2. จะใช้เครื่องมือใดในการประเมินความเข้าใจที่คงทน/ผลการเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน
3. ผู้สอนจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แล้วหรือยัง
4. หลักฐานที่แสดงว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้คืออะไรและเพียงพอที่จะสรุปว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่
5. การประเมินผลการเรียนรู้ควรประเมินตามผลการเรียนรู้ที่ตั้งไว้ 

ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เป็นการออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แก่ผู้เรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดขั้นสูง ซึ่งต้องสอดคล้องกับขั้นตอนที่ 1 และ2โดยประเด็นที่ต้องคำนึงถึงในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แก่ผู้เรียน มีดังนี้
1. การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ควรอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่ผู้เรียนสนใจ และแหล่งเรียนรู้ควรอยู่ในชีวิตจริง
2. เน้นการเรียนรู้แบบร่วมมือ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอน รวมทั้งได้นำ ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นนักคิด และนักแก้ปัญหา
4. ผู้สอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สืบสอบหาความรู้ ลงมือปฏิบัติและแก้ปัญหาด้วยตนเอง
5.ผู้สอนมีบทบาทในการจัดบริบทการเรียนรู้ที่หลากหลายตั้งคำถามที่ท้าทายความสามารถและกระตุ้นสนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการสร้างความรู้
 
บทสรุป
จากที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น พบว่า แนวคิดTeach Less, Learn More (TLLM)เป็นแนวคิดหนึ่งในการจัดการศึกษาของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ที่สอดคล้องกับแนวการจัดการศึกษาระดับชาติของประเทศไทย โดยอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ซึ่งต้องการให้ผู้สอนลดบทบาทในการสอนของตนเองให้น้อยลง และส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น    การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดTeach Less, Learn More สามารถจัดการเรียนรู้ได้หลากหลายวิธีแต่ต้องเน้นที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งวิธีการหนึ่งที่ประเทศสิงคโปร์นำ มาใช้ในการจัดการเรียนรู้คือ    
การออกแบบย้อนกลับ (Backward Design) ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนหลัก3 ขั้นตอน    ได้แก่
     1.การกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ 
     2.การกำหนดหลักฐานการเรียนรู้  
     3.การวางแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้  

โดยที่ในขั้นตอนที่ 3 การวางแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ สามารถประยุกต์ใช้แนวการจัดการเรียนรู้แบบการสอนแนะให้รู้คิด(Cognitively Guided Instruction : CGI) ซึ่งเป็นแนวการจัดการเรียนรู้  ที่เน้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้ ละการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ให้ความสำคัญกับการคิดของผู้เรียน  โดยมีผู้สอนเป็นผู้สนับสนุน และเอื้ออำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง   เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำงานเป็นกลุ่ม มีโอกาสนำ เสนอความคิดของตนเอง ร่วมกันอภิปราย ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงความรู้เดิมกับชีวิตจริงซึ่งสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Teach Less, Learn More : TLLM
Advertisements

รายงานจากวิดิทัศน์ เรื่อง การจัดการชั้นเรียน ในโครงการโทรทัศน์ครู

ภาษาอังกฤษกับสื่อ มัธยมศึกษา : สอนการใช้สื่อ ผลิตผลงานในชั้นเรียน                     

 English and Media : Teaching Media  : Media Production in the Classroom    

   วิทยาลัยพาร์กไซด์ สอนด้านสื่อศิลปะ ในเมือง เคมบริดจ์

       ในชั้นเรียนที่มีนักเรียน 30 คน เรียนรู้ทักษะการสร้างเรื่องสยองขวัญเป็นภาพยนตร์ เอมมา บุล เป็นครูวิชาสื่อ และภาษาอังกฤษ ที่วิทยาลัยชุมชนพาร์กไซด์ ซึ่งเป็นวิทยาลัยศิลปะที่เชี่ยวชาญด้านสื่อในเมืองเคมบริดจ์ ชมการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตลอด 1 วัน เราได้เห็นชั้นเรียนวิเคราะห์ วางแผน ถ่ายทำ และแก้ไขลำดับเหตุการณ์ โดยอ้างอิงจากละครเกี่ยวกับโรงพยาบาล เช่น Casualty เอมมา ใช้กล้องฉายผ่านกระดานอินเตอร์แอกทีฟ เพื่อจำลองการวางแผนโดยแก้ไขได้จากในกล้อง เราได้เห็นนักเรียนกลุ่มเล็ก ๆ ทำงานร่วมกันในห้องเรียนและในสถานที่ถ่ายทำรอบ ๆ โรงเรียน เพื่อสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นที่น่าสนใจ เรายังได้ฟังเจมส์ เดอร์แรน ครูชำนาญการพูดเรื่องวิธีการผลิตสื่อที่สามารถกระตุ้น ส่งเสริมการทำงานด้านภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และสามารถพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ และความร่วมมือของนักเรียน

ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น นักเรียนทุกคนจะได้ลงมือฝึกการถ่ายทำสื่อด้วยตนเอง นี่เป็นส่วนหนึ่งของตารางเรียนที่ผสมวิชาภาษาอังกฤษ และการละครเข้าด้วยกันเป็นนักเรียนชั้น ม.2 ดูว่าการได้ลงมือถ่ายทำสื่อด้วยตนเอง ส่งเสริมการเรียนของนักเรียนอย่างไร ส่งเสริมการเรียนเรื่องภาพเคลื่อนไหว ในระดับมัธยมศึกษา รวมทั้งพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการทำงานร่วมกันให้ดียิ่งขึ้น

          เป็นการรวบการเรียนเป็น 1 วัน ซึ่งปกติแล้ว เป็นการสอนบทเรียนหลายๆบท และใช้เวลา 3-4 สัปดาห์ เป็นรูปแบบที่เหมือนการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์ เพราะมีทั้งส่วนของทฤษฏี การสาธิต และการจำลองกระบวนการ และนักเรียนได้ลงมือทำจริงๆ ซึ่งจะสะท้อนออกมาให้เห็นในผลงานที่ได้

          ในช่วงเช้ามีการเรียนทฤษฎีกันเล็กน้อง นักเรียนได้ดุเรื่อง “ความเสียหาย” และศึกษาว่าเราสามารถสร้างปมของเรื่องได้ โดยการตัดต่อ รวมทั้งใช้มุมกล้องและวีธีการถ่าย และให้แบ่งกลุ่มเดินไปเดินมาในโรงเรียนและที่สนาม เพื่อถ่ายทำเรื่องราวของตนเอง แล้วมาดูและวิจารณ์กันในตอนบ่าย จากนั้นครูให้นักเรียนลงทำในชั้นเรียน โดยคิดการสร้างเรื่องราวที่จะถ่ายทำในห้องเรียนนี้โดยใช้กล้องของเราเอง เมื่อได้ลำดับของฉากแล้ว ก็มาซ้อมกัน ครูเปลี่ยนหน้าจอกระดานมาเป็นวิดีโอ นักเรียนจะเห็นภาพพวกเธอบนกระดาน นี่เป็นกระบวนการง่ายๆ นักเรียนได้พุดคุยกับครูขณะที่ทำงานไปด้วย และประโยชน์ของกระดานในที่นี้คือ เราสามารถใช้เป็นจอได้ ดังนั้นไม่ว่ากล้องจะถ่ายภาพออกมาอย่างไร ทุกคนก็มองเห็น นักเรียนสามารถตัดสินได้ว่าจะถ่ายภาพเป็นแบบไหน เช่น อยากให้ซูมมากขั้น หรือถอยออกมา ไปขวาหรือซ้าย ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะนี่คือกระบวนการที่พวกเขาช่วยกันตัดต่อ ช่วยกันแนะนำ

          นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องเทคนิคการใช้กล้องมากขึ้น และการเรียนรู้เรื่องการตัดต่อ และหลักการของภาพเคลื่อนไหว เมื่อนักเรียนได้ลงมือถ่ายทำเอง ตัดต่อเองและทำให้ถูกต้อง กระบวนการของต้นแบบเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้นักเรียนนำกล้องไปถ่ายทำเองได้ เพราะทุกคนในห้องช่วยกันถ่ายทำ ทุกคนได้อยู่ที่นี่อย่างมีส่วนร่วม ช่วยกันดู

          การเรียนการสอนแบบนี้ ครูมั่นใจที่จะปล่อยให้นักเรียนได้ไปทดลองทำกันเอง นักเรียนเห็นกระบวนการต่างๆแล้ว พวกเขารู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ครูจะแจกบัตรที่บอกถึงวิธีการทำงานไว้ให้ เป็นเรื่องที่เรียนกันไปแล้ว แต่เป็นสิ่งที่ช่วยเตือนว่าต้องทำอะไรบ้าง การที่โรงเรียนอนุญาตให้เด็กนำกล้องไปใช้ และมีอิสระในการเลือกด้วยตนเองเป็นนโยบายที่แตกต่างกันไป ในแต่ละโรงเรียน

          วิทยาลัยพาร์กไซด์ มีวัฒนธรรมที่ไม่ใช่แต่การอนุญาต แต่ส่งเสริมการพัฒนาให้เด็กคิดค้นด้วยตนเอง ยอมรับความเสี่ยงต่างๆ ที่ตามมา เพราะนี่คือส่วนสำคัญของการเรียนรู้ พวกเขาได้เรียนรู้อย่างมากมาย เรื่องการดำเนินเรื่อง และการลำดับเหตุการณ์ การทำงานเป็นกลุ่มก็สำคัญ พวกเขาได้เรียนรู้เรื่องการสื่อสารอย่างเจาะจง และกระชับว่าต้องทำอะไร ซึ่งเป็นทักษะที่ดีมาก  จากนั้นก็มีการวิจารณ์ผลงานที่ได้ทำกัน ( Reviewing the Films) พวกเขาได้เรียนเรื่องการใช้กล้องวิดีโอในระดับเทคนิคต่างๆ ถ้าพวกเขาเลือกเรียนทางด้านสื่อในอนาคตก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อตัวเขา

ครูในศตวรรษที่ 21

คุณลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21

  • มีความรู้ในเนื้อหาสาระที่สอนอย่างลึกซึ้ง
  • มีความรู้และเชี่ยวชาญในการสอน
  • สามารถพัฒนาหลักสูตรได้
  • วางแผนการสอนและแบบเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
  • มีการคิดค้น ดำเนินการสอนที่ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้
  • ให้นักเรียนเรียนรู้จากการสืบเสาะหาความรู้
  • ช่วยให้นักเรียนเข้าใจธรรมชาติของวิทย์ คณิตและเทคโนโลยี
  • เปิดโอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาเจตคติทักษะต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผุ้เรียนมีการเรียนรู้ที่ยั่งยืนรูปภาพ